วันอาทิตย์ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2556

สะพานรักสารสิน

สะพานรักสารสิน

สะพานสารสิน เป็นสะพานที่สร้างข้ามช่องปากพระเพื่อเชื่อมระหว่างเกาะภูเก็ตตรงบริเวณท่าฉัตรไชยกับท่านุ่น จังหวัดพังงา มีความยาวทั้งหมด 660 เมตร กรมทางหลวงเป็นผู้รับผิดชอบการก่อสร้าง เปิดใช้เมื่อ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2510 สิ้นงบประมาณ 28,770,000 บาท สะพานนี้ให้ชื่อตามนามสกุลของ นายพจน์ สารสิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาการแห่งชาติในขณะนั้น ปัจจุบันนี้ สะพานสารสินได้กำหนดให้ใช้เป็นสะพานขาออกจากจังหวัดภูเก็ต

ตำนานรักสะพานสารสิน เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในจังหวัดภูเก็ต โศกนาฏกรรมของหนุ่มสาว 2 คนที่ตัดสินปัญหาด้วยการใช้ผ้าขาวม้าผูกต่อกันมัดตัวเองกระโดดจากกลางสะพานลงสู่พื้นน้ำในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2516 เป็นเรื่องราวของชายหนุ่มหญิงสาวที่แตกต่างกัน ด้วยชาติตระกูลและฐานะทางสังคม

  ฝ่ายหญิงชื่อ "อิ๋ว" เป็นนักศึกษาวิทยาลัยครู ส่วนฝ่ายชายชื่อ "โกไข่" เป็นเพียงคนขับรถสองแถวและรับจ้างกรีดยาง พ่อเลี้ยงอิ๋วแบบเผด็จการไม่ให้อิสระ และต้องการให้แต่งงานกับคนมีฐานะ จึงถูกขัดขวางความรักอย่างหนัก ทั้งสองคนพยายามต่อสู้ฝ่าฟันกับอุปสรรคต่าง ๆ เพื่อให้รักของเธอและเขาสมหวัง

  ความรักที่เหมือนนิยายน้ำเน่าของหนุ่มขับรถสองแถวและรับจ้างกรีดยาง ที่มีฐานะยากจนมาก แต่กลับไปหลงรักกับหญิงสาวที่มีฐานะสูงส่งและมีพื้นฐานครอบครัวที่เผด็จการ ไม่ให้อิสระทางความคิดกับลูกสาว แม้ว่าลูกสาวโตจนมีอาชีพเป็นครูแล้วก็ยังถูกกีดขวางจากผู้เป็นพ่อ ที่พยายามจะคลุมถุงชนลูกสาวให้แต่งงานกับชายหนุ่มที่มีฐานะดี และพยายามขัดขวางทุกวิถีทางเพื่อไม่ให้ลูกสาวได้คบกับโกไข่ หนุ่มขับรถสองแถว

หลังจากที่พยายามทุกวิถีทางเพื่อที่จะพิสูจน์ให้ผู้เป็นพ่อได้เห็นถึงความตั้งใจและความรักที่ทั้ง 2 มีให้แก่กัน แต่ไม่ว่าจะทำอย่างไรก็ไม่เป็นผล เมื่อผู้เป็นพ่อของฝ่ายหญิงไม่ยอมเปิดใจรับ หลายครั้งที่อิ๋วฝ่ายหญิง ถูกผู้เป็นพ่อทุบตีเยี่ยงสัตว์เพราะแอบมาพบเจอกับโกไข่ หนุ่มขับรถสองแถว และผู้เป็นพ่อก็พยายามทุกวิถีทางที่จะยัดเยียดลูกสาวให้กับเศรษฐีมีเงิน

ชาวบ้านท่าฉัตรไชย จังหวัดภูเก็ต ต่างก็ทราบดีถึงความรักที่มีอุปสรรคของหนุ่มสาวทั้งสอง หลายคนพยายามแนะนำให้โกไข่เลิกกับครูอิ๋ว เพื่อความปลอดภัยในชีวิตของทั้งคู่ และผู้ใหญ่หลายคนพยายามพูดคุยกับพ่อของครูอิ๋ว เพื่อที่จะให้ยอมรับโกไข่ เป็นลูกเขย แต่ไม่ได้รับการยินยอม ไม่ว่าจะทำด้วยวิถีทางใด

ในที่สุดเมื่อความรักถึงทางตัน 22 กุมภาพันธ์ 2516 โกไข่ นายหัวรถสองแถวและครูอิ๋ว สาวผู้สูงศักดิ์ ก็ได้ตัดสินใจเอาผ้าขาวม้าผูกมัดตัวทั้งสองติดกัน แล้วกระโดดจากกลางสะพานลงสู่พื้นน้ำ ทิ้งเรื่องราวความรักที่เป็นอมตะ ให้ผู้คนได้กล่าวขานถึงปัจจุบันนี้

แล้วนี่เราก้ไปอ่านเจอมาจากความคิดเห็นของบล็อกอื่นที่เขียนเรื่องนี้มีคนแสดงความคิดเห็นที่โพสนั้นว่า"ทราบเรื่องสมัยวัยเยาว์
27 กันยายน 55 6:14:
ขออนุญาต พูดเรื่องตำนานรักสะพานสารสินนิดนึง ตอนเกิดเหตุการณ์ นั้น ผมยังเด็กๆอยู่แต่ก็จำความได้แม่นครับ สิ่งที่เขียนมา อาจมีแต่งเติม เพิ่มความดราม่าบ้างก็ได้ จริงมั่งไม่จริงมั่ง ไม่มีใครรู้ละเอียดหรอกครับ ด้วยความเคารพในความรักของทั้งคู่ครับ ... ในวันเกิดเหตุ มีข้อมูล ที่ได้จากผู้เห็นเหตุการณ์หลายมุมมอง เมื่อก่อน สะพานสารสิน ตรงหัว-ท้ายสะพานมักมี แม่ค้าขายไข่เต่า(ตนุ) มาตั้งร้านแผงลอยขายไข่ หลังเกิดเหตุ ตำรวจไปสอบถามจากแม่ค้าและผู้เหตุการณ์บางคน ก็ให้การต่างๆกัน บางคนก็บอก ตอนผู้ชายมัดข้อมือตนเองติดกับฝ่ายหญิง ก่อนกระโดนจากสะพานลงทะเล เหมือนห้วงสำนึกสุดท้ายของฝ่ายหญิง อาจจะเปลี่ยนใจไม่อยากกระโดด นึกสภาพคงเหมือนการที่ฝ่าย หญิงถูกฉุดกระชากลากถู ให้ลงชะตากรรมเดียวกัน เหมือนสองจิตสองใจ ประมาณนั้น แต่อาจสู้แรงชายไม่ได้ เลยชะตากรรมลงน้ำไปด้วยกัน (ซึ่งการมองในมุมนี้อาจจะไม่จริงก็ได้เช่นกัน) แต่ในเนื้อเรื่องที่เล่า บางครั้งหากอยากดราม่าอยากให้ เรื่องราวความรักดูขลัง ก็ต้องใส่เนื้อหาว่า ทั้งสอง ยินยอมพร้อมใจผูกข้อมือด้วยกัน นี่คือมุมมอง ที่แตกต่างครับ รับรู้แล้วก็ต้องใช้วิจารณญาณ แยกแยะครับ ...."

 นี่คือสะพานสารสิน

นี่คือรูปของโกไข่กับอิ๋ว

ที่มาจาก http://www.zazana.com/History-/id4735.aspx  และ  http://www.phuketbulletin.co.th/Culture/view.php?id=503





วันอังคารที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2556

ประวัติเพลงลาวดวงเดือน

เพลง "ลาวดวงเดือน" เป็นผลงานนิพนธ์ของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นพิไชยมหินทโรดม พระราชโอรสลำดับที่38 ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว กับเจ้าจอมมรกต พระนามเดิมว่า "พระองค์เจ้าเพ็ญพัฒนพงศ์"ในปี พ.ศ.2446เมื่อมีพระชันษา 21 ปี

 
พระองค์เพ็ญผู้ประพันธ์
 


พระองค์เจ้าเพ็ญพัฒนพงศ์เสด็จขึ้นไปนครเชียงใหม่ ได้พบรักกับเจ้าชมชื่น ธิดาสาวของเจ้าราชสัมพันธวงศ์กับเจ้าคำย่นเป็นรักครั้งแรกที่ พระองค์เจ้าเพ็ญพัฒนพงศ์ไม่อาจห้ามพระทัยได้ จึงทรงขอให้พระยานริศราชกิจข้าหลวงใหญ่มณฑลพายัพเป็นเถ้าแก่สู่ขอแต่เจ้าราชสัมพันธวงศ์ทัดทานไว้เพราะเห็นว่าเจ้าชมชื่นมีอายุเพียง 16 ปีในขณะนั้น รอให้มีอายุครบ18ปีเสียก่อนและต้องการให้ พระองค์เจ้าเพ็ญพัฒนพงศ์ทูลขอพระบรมราชานุญาตจากพระบรมราชชนก เพื่อเจ้าชมชื่นจะได้อยู่ในฐานะสะใภ้หลวงแต่ พระองค์เจ้าเพ็ญพัฒนพงศ์ก็ถูกทัดทานจากทุกฝ่าย ความรักครั้งแรกของพระองค์จึงต้องยุติลงด้วยความผิดหวัง
 
 
เจ้าชมชื่น
 
เมื่อพระองค์เจ้าเพ็ญพัฒนพงศ์เข้ารับราชการใน
กระทรวงเกษตราธิการทรงรับผิดชอบการเลี้ยงไหมทำให้ต้องเสด็จไปตรวจเยี่ยมศูนย์การทำไหมในมณฑลต่างๆ ครั้งหนึ่งในระหว่างทางที่เสด็จมณฑลอีสานได้ทรงหยุดประทับแรมบรรทมในเกวียน บรรยากาศในยามค่ำคืนอันเงียบเหงาทำให้ทรงนึกถึงความรักที่มีต่อเจ้าชมชื่น
จึงได้ทรงนิพนธ์เพลงถึงนางอันเป็นที่รักเพื่อสะท้อนความรักความคิดถึงรวมถึงความไม่สมหวังในรักโดยทรงดัดแปลงและนำท่วงท่าทำนองเพลง "ลาวดำเนินทราย" ของพระยาประสานดุริยศัพท์(แปลก ประสานศัพท์)ซึ่งเป็นเพลงสำเนียงลาว และตั้งชื่อเพลงว่า "ลาวดำเนินเกวียน" เพลงนี้ได้รับความนิยมมาก หลังจากที่ พระองค์เจ้าเพ็ญพัฒนพงศ์สิ้นพระชนม์(โดยมีพระชันษาเพียง 28 ปี)ผู้ที่นำไปขับร้องทีหลังไม่รู้ที่มาของเพลง เห็นว่าเนื้อเพลงขึ้นต้นด้วยคำว่า
"โอ้ละหนอ ดวงเดือนเอย.." จึงเรียกชื่อเพลงนี้ว่า"ลาวดวงเดือน" ปัจจุบันมีการนำคำร้องเดิมไปแปลเป็นภาษาอังกฤษนำทำนองไปใส่คำร้อง ภาษาจีนและภาษาญี่ปุ่น และนำไปแปลงเป็นเพลงไทยเดิมอีกเพลงหนึ่ง นั้นก็คือ "เพลงโสมส่องแสง"
เนื้อเพลง
เพลงลาวดวงเดือน ( ลาวดำเนินเกวียน )
โอ้ละหนอ ดวงเดือนเอย
ข้อยมาเว้ารักเจ้าสาวคำดวง โอ้ดึกแล้วหนอ พี่ขอลาล่วง
อกพี่เป็นห่วง รักเจ้าดวงเดือนเอย
ขอลาแล้ว เจ้าแก้วโกสุม
ข้อยนี้รักเจ้าหนอ ขวัญตาเรียม จะหาไหนมาเทียม โอ้เจ้าดวงเดือนเอย
หอมกลิ่นเกสร เกสรดอกไม้ หอมกลิ่นคล้าย คล้ายเจ้าสูของเรียมเอย
หอมกลิ่นกรุ่นครัน หอมนั้นยังบ่เลย เนื้อหอมทรามเชย เราละเหนอ

โอ้ละหนอ นวลตาเอย
ข้อยนี้รัก แสนรักดังดวงใจ โอ้เป็นกรรมหนอ ต้องจำจากไกล
อกพี่อาลัย เจ้าดวงเดือนเอย
เห็นเดือนแรม เริดร้างเวหา ข้อยเบิ่งดูฟ้า เห็นมืดมน
จะทนทุกข์ทุกข์ทน เจ้าดวงเดือนเอย
เสียงไก่ขันขาน มันหวานเจื้อยแจ้ว ช่างหวานสุดแล้ว หวานแจ้วเจื้อยเอย
ถึงหวานเสนาะ หวานเพราะกระไรเลย บ่เหมือนทรามเชย เราละเหนอ
 

 

วันเสาร์ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2556

ประวัติทัชมาฮาล


ตามประวัติเล่าว่า มุมทัชมาฮาล เป็นผู้หญิงที่งดงามมีเสห่น์ที่สุดในโลก นามเดิมว่า อรชุมันต์ภานุเบคุม เป็นบุตรของ
 ท่านอสัฟข่าน มารดาชื่อ ทิจันเบคุม อสัฟข่าน มุมทัชมาฮาล เกิดเมื่อ ค.ศ. 1592 เธอสนใจวิชาวรรณคดี ถนัดวิชาวาดเขียนและ
 ดนตรีมาก ได้สมรสกับชาห์ชะฮาน ขณะที่เธออายุ 19 ปี  อยู่กินกันถึง 18 ปี มีบุตรชาย 8 คน บุตรหญิง 9 คน แต่มีชีวิตอยู่เพียง 
 5 คน เธอถึงแก่กรรมลงขณะคลอดลูกสาวคนสุดท้องชื่อ เกาษะนารา ตลอดเวลา 18 ปี มุมทัชมาฮาล เป็นภรรยาที่แสนประเสริฐ
 เป็นที่รักของชาน์ชะฮาน เธออยู่ข้างสามีตลอดเวลาไปไหนไปด้วยกัน แม้ว่าจะออกทัพจับศึกก็ตามไปให้กำลังใจเสมอ 
มุมทัชมาฮาล จูงใจให้กษัตริย์ชาห์ชะฮานบังเกิดความรัก ความเมตตา โดยการช่วยเหลือคนยากจน คนพิการ และคนที่ประสบ
 ความทุกข์ลำบาก ซึ่งคุณสมบัตินี้ ทำให้กษัตริย์ชาห์ชะฮานรักเธอ ตรึงใจในเธอ ตรึงใจในเธอมิรู้ลืม วาระสุดท้ายที่มุมทัชมาฮาน
 มเหสีสุดที่รักของกษัตริย์ชาน์ชะฮานจะจากไปอย่างไม่มีวันกลับ กษัตริย์ชาห์ชะฮานยกทัพไปปราบกบฏข่านชะหานโลดีที่เดกคาน
 โดยมีมุมทัชมาฮาลติดตามไปให้กำลังใจสามีด้วย ทั้งๆที่เธอตั้งท้องแก่ เมื่อกษัตริย์ชาห์ชะฮานปราบกบฏราบคาบแล้ว ก็กลับ
 เมืองมุระหันปุระ มุมทัชมาฮาลเจ็บท้องคลอดลูกคนสุดท้าย พอเธอคลอดแล้วเธอตกเลือดมาก
 อยู่เพียงชั่งโมงเดียวก็สิ้นใจในอ้อมกอดของกษัตริย์ชาห์ชะฮาน ก่อนที่มุมทัชมาฮาลจะสิ้นใจเธอได้ขอร้องสามี 2 ข้อด้วยกัน คือ
 อย่าให้กษัตริย์ชาห์ชะฮานมีภรรยาใหม่ และขอให้กษัตริย์ชาห์ชะฮานสร้างอนุสาวรีย์ที่ฝั่งศพของเธอให้งดงาม เป็นสิ่งมหัศจรรย์
 ของโลกให้ได้ กษัตริย์ชาห์ชะฮานรับปากที่จะปฏิบัติตามทุกอย่าง เยี่ยงสามีที่รักภรรยาอย่างสุดชีวิตทั้งหลาย 
 ในครั้งแรกศพของมุมทัชมาฮาลฝังไว้ที่เมืองมุระหันปุระ เพื่อเตรียมเคลื่อนย้ายไปสู่นครอัคระ จนกระทั่งต่อมาอีก 6 เดือน
 กษัตริย์ชาห์ชะฮานได้สั่งให้เคลื่อนย้ายศพของเธอไปบรรจุไว้ที่หลุมฝั่งศพในสวนราชาฃัยสิงห์ แห่งนครอัคระโดยสร้าง
 ศาลาชั่วคราวไว้เหนือหลุมศพ เล่ากันว่า ในวันเคลื่อนศพมุมทัชมาฮาลมายังนครอัคระนี้ ได้จัดริ้วขบวนเกียรติยศยิ่งใหญ่มาก
 เจ้าชายสุชาโอรสองค์ที่สองของกษัตริย์ชาห์ชะฮาน นำขบวนประยูรญาติเดินตามพระศพ มีการโปรยทานตลอดทาง นับแต่
 มุมทัชมาฮาลสิ้นชีวิต กษัตริย์ชานห์ชะฮานหมกมุ่นอยู่ในความทุกข์ตลอดเวลา มิได้ยิ้ม มิได้หัวเราะ โดยเฉพาะมิได้สนใจต่อร่างกาย
 ปล่อยเนื้อปล่อยตัว จนผมดำกลายเป็นผมขาวทั้งศีรษะ ทุกวันกษัตริย์ชาน์ชะฮานนุ่งขาวห่มขาว ไปนั่งรำพันถึงมุมทัชมาฮาลข้าง
 หลุมศพ บางครั้งกอดหลุมศพรำพันอย่างเสียสติ กษัตริย์ชาห์ชะฮาน ได้โปรดนำเงินหนึ่งแสนรูปีออกทำบุญแผ่กุศลแก่มุมทัชมาฮาล
 จากที่เธอจากไปเป็นเวลา 3 ปี ในปี ค.ศ. 1631 กษัตริย์ชานห์ชะฮานโปรดให้สร้างอนุสาวรีย์ใหญ่ เป็นที่ฝั่งศพของมุมทัชมาฮาล
 โดยเลือกบริเวณฝั่งขวาแม่น้ำยมนา ตอนโค้งที่สวยงามและเหมาะที่สุด โดยที่นี่เดิมเป็นสวนของขุนนางผู้ใหญ่หลายท่าน มีเนื้อที่ 
 125 ไร่ ครั้งแรกกษัตริย์ชานห์ชะฮานให้ทำรูปจำรองก่อนด้วยไม้ เมื่อรูปจำรองพอใจแล้ว จึงมีการลงมือสร้างด้วยหินอ่อนขาวชนิด
 เยี่ยมทั้งสิน สถาปนิกที่ออกแบบก่อสร้างอนุสาวรีย์ที่ยิ่งใหญ่ กษัตริย์ชาห์ชะฮานได้เชิญสถาปนิกเอกทั่วอินเดีย และประเทศเตอร์กี
 เปอร์เซีย ซึ่งเป็นพันธมิตรกัน ผู้ที่มีฝีมือยอดเยี่ยมซึ่งกษัตริย์ชาน์ชะฮานคัดเลือกคือ มุหะมัด อิซเอฟันดี ชาวเตอรกี โดยมี มุหะมันชารีฟ
 แห่งแคว้นซามาระกันต์ เป็นผู้ช่วย ทั้งสองได้รับเงินเดือนๆละ 1 พันรูปี มุหะมัด ฮานนีฟ แห่งอัคร เป็นผู้อำนวยการสร้างฝ่ายวิศวกร
 อิสไมล์ข่าน แห่งเตอรกี เป็นผู้สร้างโดมมโนสิงห์ แห่งละโฮว์ มันสิฑาร์ แห่งมุลตาล โหันลาล แห่งกาเนาร์ เป็นผู้อำนวยการฝ่ายตก
 แต่ง อมานัข่าน แห่งเปอร์เซีย และมุหะมัดข่าน แห่งแบหแดด เป็นผู้ประดิษฐ์อักษรจารึก ซาดสมานิ ข่าน แห่งอาหรับ
 เป็นผู้อำนวยการฝ่ายศิลปะทั่วไป อมตามูหะมัก แห่งมอคารวา เป็นนานช่างแกะสลั อับดุลสะ แห่งเมืองเดลี มุหะมัด สัจจะ แห่งเมือง
 บอล์ซ และสกุลลา แห่งเมืองมุลตาน เป็นช่างก่ออิฐ พลเทพพาส อมีร์อาลีราษันข่าน แห่งมุลตาน เป็นผู้สลักดอกไม้ อับดุล การิบ 
 และมาการะมัดข่าน เป็นผู้สร้างที่ฝั่งศพ มุฮัมมัดอิชา ออกแบบอนุสาวรีย์ โดยอาศัยเค้าโครงจากที่ฝั่งศพของหูมายูนที่เมืองนิวเดลี 

          นอกจากนี้ยังมีเครื่องประดับจากมิตรประเทศอีกหลายแห่ง สถานที่ก่อสร้างแรกที่เดียวสร้างเป็นนิคมให้คนงานอยู่ ชื่อว่า 
 มุมทัชชาบัด ปัจจุบันยังมีซากเหลืออยู่บ้าง เรียกว่า ตาจกันซ์ ทุกคน ทุกฝ่ายทุ่มเทสุดความสามารถทุ่มเทชีวิต สร้างอนุสาวรีย์ 
 ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกแห่งนี้อย่างเต็มที่ ทั้งนี้เพื่อถวายความจงรักภักดีต่อมุมทัชมาฮาล ผู้เคยให้ความเมตตากรุณาต่อพวกเขา
 อย่างยิ่ง ในขณะที่เธอยังมีชีวิตอยู่ ยิ่งประณีตวิจิตรบรรจงเท่าใด ก็เป็นการถวายความจงรักภักดีมากเท่านั้น อนุสาวรีย์มุมทัชมาฮาล
 สำเร็จเสร็จสิ้นลงอย่างงดงาม หลังใช้เวลาในการก่อสร้างตกแต่งทั้งสิ้นถึง 22 ปี 
           หีบศพของมุมทัชมาฮาลถูกเคลื่อนย้ายมาประดิษฐานอยู่ในห้องใต้ดินบริเวณโดม และบิเวณโดมมโนสิงห์ซึงปรากฏหีบศพของมุมทัชมาฮาล และของกษัตริย์ชาห์ชะฮาน ประดิษฐานอยู่นั้นเป็นหีบศพจำลอง กษัตริย์
 ชาห์ชะฮาน เฝ้าระทมเพราะการจากไปของมุมทัชมาฮาล มเหสีสุดที่รักอยู่เป็นเวลา 36 ปี ก็พอดีเกิดศึกกลางเมืองมีการแย่งชิง
 ราชบัลลังก์ขึ้นระหว่างพระโอรสของกษัตริย์ชาห์ชะฮานเอง กษัตริย์ชาห์ชะฮานถูกจับไปขังไว้ที่ป้อมใหม่เมืองอัคระเอารังเซบ 
 โอรสของกษัตริย์ชาห์ชะฮานขึ้นครองบัลลังก์แทนกษัตริย์ชาห์ชะฮานได้สวรรคตที่ป้อมแห่งนี้ ก่อนสิ้นใจได้ขอให้ชาราพาประคอง
 ศีรษะของพระองค์ขึ้น ให้มองเห็นภาพทัชมาฮาล เพื่อระลึกถึงยอดรักของพระองค์ในนาทีสุดท้าย เอาวังเซบราชโอรสจึงได้นำพระศพ
 ของพระบิดามาประดิษฐานไว้เคียงข้างพระศพของมุมทัชมาฮาล ณ อณุสาวรีย์ที่สวยที่สุด ยิ่งใหญ่ที่สุด มหัสจรรย์ที่สุดแห่งหนึ่ง
 ของโลก และสถิตอยู่ให้โลกพิศวงกระทั่งปัจจุบันนี้ จัดเป็นสิ่งมหัศจรรย์ 1 ใน 7 ของโลกยุคปัจจุบัน




ตำนานรัก ดอกอาจิไซ


     

ตำนาน ความรักระหว่างซีโบลด์และโอทากิ....
      เหตุการณ์ความสัมพันธ์ระหว่างซีโบลด์และโอทากิเริ่มต้นที่บริเวณเดจิม่า ในเขตนางาซากิ ย้อนไป ๔๐๐ กว่าปี สมัยญี่ปุ่นยังคงปิดประเทศไม่ทำการค้ากับต่างชาติ แต่เปิดเมืองท่าไม่กี่แห่งให้คนต่างชาติทำการค้ากับญี่ปุ่น ที่เมืองนางาซากิเป็นบริเวณที่คนต่างชาติตั้งรกรากทำการค้าแลกเปลี่ยนกับ ญี่ปุ่น
       ดร. นพ.ฟอน ฟิลิปป์ ซีโบลด์เป็นนายแพทย์ชาวเยอรมันที่เดินทางมากับกองเรือพาณิชย์อีสอินเดีย เมื่อมาถึงเมืองท่านางาซากิ ดร.นพ.ซีโบลด์ฟอน มีหน้าที่เป็นแพทย์รักษาโรคให้กับชาวเมืองนางาซากิ ซีโบลด์นำความรู้แพทย์แผนใหม่เข้ามาเผยแพร่ให้แก่ญี่ปุ่น เขาเป็นผู้ถ่ายทอดความรู้ด้านการผ่าตัดให้แก่คนญี่ปุ่น เขาเปิดโรงเรียนแพทย์ในนางาซากิ
  ในเขตนางาซากิปกติจะไม่อนุญาตให้คนญี่ปุ่นเข้าไป แต่ก็มีบางคนที่ได้รับอนุญาตให้สามารถเข้าไปได้ แต่ไม่กี่คน หนึ่งในจำนวนนั้นคือ โอทากิ โอทากิเป็นหญิงสาวญี่ปุ่น เธอเข้ามาดูแลบ้านพักของบรรดาคนต่างชาติ และแล้วก็มีเหตุผลให้โอทากิได้รู้จักกับซีโบลด์ โอทากิพาซีโบลด์ไปเดินเที่ยวยังที่ต่างๆในเมืองนางาซากิ แล้วความรักก็ค่อยๆก่อตัวขึ้นระหว่างคนทั้งสอง
  ครั้งหนึ่งซีโบลด์นำสตอร์เบอร์รี่ของเยอรมันให้โอทากิลองทานดู...โอทากิไม่ เคยทานสตอร์เบอร์รี่มาก่อน ในอดีตญี่ปุ่นไม่มีต้นสตอร์เบอร์รี่ โอทากิชื่นชอบในรสชาติความอร่อยของสตอร์เบอร์รี่ที่ได้ทาน
        ภายหลังจากที่คบหากัน....ในที่สุดโอทากิก็แต่งงานกับซีโบลด์มีลูกสาวด้วยกันหนึ่งคนชื่อ อิเนะ 
        ซีโบลด์นอกเหนือจากเป็นนายแพทย์แล้ว ตัวเขาชื่นชมในพฤกษศาสตร์ เขาวาดภาพต้นไม้ ดอกไม้ต่างๆที่เขาเจอในญี่ปุ่น เขาทำการทดลองเพาะพันธุ์ไม้ต่างๆ ซีโบลด์สนใจในภูมิประเทศญี่ปุ่น เขาจ้างวานให้คนเขียนแผนที่ประเทศญี่ปุ่นให้....แต่แล้วเคราะห์กรรมก็มา เยือน เมื่อเรือที่เขาเดินทางเกิดล่ม สิ่งของที่บรรทุกมาลอยไปเกยชายหาด หีบใบหนึ่งของซีโบลด์ถูกเปิดฝาออกและพบภาพแผนที่ญี่ปุ่นที่ซีโบลด์ได้จ้าง นายช่างวาดเอาไว้ เรื่องรู้ไปถึงสำนักพระราชวัง การที่ซีโบลด์วาดภาพแผนที่ญี่ปุ่นถือว่าซีโบลด์กระทำความผิดร้ายแรงตาม กฎหมายของญี่ปุ่น ซีโบลด์โดนตั้งข้อหาว่าเป็นสายลับที่มาค้นหาความลับของญี่ปุ่นให้ข้าศึกภาย นอก ดังนั้นญี่ปุ่นจึงมีคำสั่งให้เนรเทศซีโบลด์ออกจากประเทศญี่ปุ่น
       ซีโบลด์เก็บข้าวของและจำใจต้องพลัดพรากจากภรรยาและลูกสาว ซีโบลด์นำกระถางต้นไม้ที่บรรจุต้นอาจิไซไปด้วย ทุกครั้งที่มองดอกอาจิไซ....ซีโบลด์ก็ระลึกถึง "โอทากิ" ภรรยาของตนที่ไม่สามารถเดินทางออกนอกประเทศญี่ปุ่น ตลอดทางที่เรือเดินสมุทรที่ออกเดินทางจากญี่ปุ่นไปยุโรป...ซีโบลด์ได้เขียน จดหมายพรรณาถึงความโศกเศร้าที่ต้องพลัดพรากกับภรรยาและลูกน้อย ซีโบลด์ได้เพาะพันธุ์ดอกอาจิไซสายพันธุ์ใหม่แล้วตั้งชื่อว่า "โอทักขุสะ" ในภาษาฮอลแลนด์ซึ่งถ้าแปลเป็นภาษาญี่ปุ่นก็คือ "โอทากิ" ชื่อของ   ภรรยาที่ซีโบลด์สุดแสนรัก โอทากิมองว่า....ในชีวิตนี้เธอคงไม่มีโอกาสที่จะได้เจอซีโบลด์อีกแล้ว เธอจึงเขียนจดหมายถึงซีโบลด์ ให้ซีโบลด์ลืมเรื่องของเธอเถิดแล้วเริ่มต้นชีวิตใหม่ในยุโรป
       เมื่อซีโบลด์ได้อ่านจดหมายฉบับนี้ถึงกับตกใจและเสียใจที่โอทากิได้ขอเลิก.....
    เหตุการณ์ผ่านไปอีกหลายปี....ทั้งซีโบลด์และโอทากิต่างก็แต่งงานมีครอบครัว ใหม่ ซีโบลด์มีบุตรหลายคนกับแคทเธอรีน ในขณะที่โอทากิไม่มีบุตรกับสามีใหม่แล้วกระแสแห่งการเปลี่ยนแปลงก็เกิดขึ้นเมื่อญี่ปุ่นยอมเปิดประเทศภายหลังจาก ที่เปอรี่ได้นำกองทัพเรือมาปิดอ่าวเอโดะและเรียกร้องให้ญี่ปุ่นเปิดประเทศ
       ๓๖ ปีที่ซีโบลด์จากญี่ปุ่นไป....ถึงเวลาที่ซีโบลด์มีโอกาสได้เดินทางกลับมา เยือนญี่ปุ่นอีกครั้ง ซีโบลด์เดินทางมาญี่ปุ่นพร้อมอเล็กซานเดอร์บุตรชาย ซีโบลด์มีโอกาสได้เจอโอทากิและอิเนะลูกสาวซึ่งตั้งใจจะเป็นแพทย์ตามอย่างพ่อ ซึ่งอิเนะไปศึกษาโรงเรียนแพทย์สมัยใหม่ในนางาซากิและสุดท้ายเป็นแพทย์หญิง สำหรับวิชาแพทย์แผนใหม่คนแรกในประเทศญี่ปุ่น


 แม้ว่าซีโบลด์จะได้กลับมาพบกับโอทากิใหม่....ความรู้สึกดีๆระหว่างกันยังคง มีอยู่.....แต่ด้วยพันธะของครอบครัวที่ตอนนี้ต่างคนต่างมี คนทั้งสองจึงไม่สามารถจะกลับมาครองรักกันได้อีก 
ซีโบลด์เดินทางกลับไปประเทศเนเธอร์แลนด์และในช่วงชุดท้ายของชีวิต...ซีโบลด์เขียนข้อความเอาไว้ว่า
ภายหลังจากฉันเสียชีวิตลงแล้ว..
อยากโบยบินไปยังดินแดนที่สงบและสวยงามที่ฉันเคยใช้ชีวิตอยู่.....
   อีกมุมนึงของโลก...ก่อนที่โอทากิจะเสียชีวิตลง ..ความอร่อยของสตอร์เบอร์รี่นับตั้งแต่เธอเคยสัมผัสเป็นครั้งแรกเมื่อซี โบลด์ให้เธอลองทาน เธอไม่เคยลืม....เธอจึงขอทานสตอร์เบอร์รี่เป็นครั้งสุดท้ายก่อนอำลาโลก...


ที่มาจาก http://tamnan-flower.blogspot.com/2012/02/blog-post_18.html


ตำนานรักสะท้านโลก ที่ปลายสุดของบันได 6000 ขั้น

 เรื่องราวแห่งความรักอันแสนประทับใจ จากประเทศจีนได้แผ่กระจายไปประทับใจคนทั่วโลก เป็นเรื่องราวของผู้ชายคนหนึ่งและผู้หญิงที่แก่กว่า ที่หนีตามกันไปอยู่ด้วยกัน รักกัน อย่างสงบสุขยาวนานเกินกว่าครึ่งศตวรรษ

 ชายแก่อายุ 70 ปี ผู้ซึ่งสลักเสลาขั้นบันได 6000 ขั้น ให้ภรรยาอายุ 80ของเขา...ด้วยมือของตัวเอง      เขาได้สิ้นลมแล้วในถ้ำที่ทั้งสองใช้เป็นรังรักยาวนานถึง 50 ปี

กว่า 50 ปีมาแล้ว หลิว เกาเจียง เด็กหนุ่มอายุ 19 ปี ตกหลุมรักแม่ม่ายอายุ 29...ชื่อว่า ซู่ เชาจิ๋น

    ดุจดังมหากาพย์อันเลื่องชื่อ โรมิโอกับจูเลียต ของเชคเปียร์ ทั้งผองเพื่อนและญาติๆ ต่างวิพากษ์วิจารณ์ความสัมพันธ์กันเยี่ยงนี้ เนื่องจากความแตกต่างของวัย กับความจริงที่ว่า ซูู่ มีลูกแล้ว ในขณะนั้น เป็นเรื่องที่ผิดศีลธรรมและรับไม่ได้ ที่ชายหนุ่มจะรักกับผู้หญิงที่แก่กว่า เพื่อหลีกหนีพวกซุบซิบนินทาปากตลาดและการดูถูกของสังคม ทั้งคู่ตัดสินใจพากันหนีและอาศัยอยู่ในถ้ำ...ที่ เจียงจิ๋น เมืองชนบททางตอนใต้ของเขตปกครองตนเอง ชองกิง

  ช่วงเริ่มต้น ชีวิตสุดจะทน ไม่มีไฟฟ้า หรือแม้กระทั่งอาหาร ทั้งคู่กินหญ้าและพืชหัวที่พบแถวๆ ภูเขา และหลิวก็ได้ทำ์ตะเกียงน้ำมันก๊าดเพื่อให้แสงสว่าง และนำทางชีวิต

ซู่รู้สึกว่าเธอเป็นตัวพันธนาการหลิว เธอถามคำถามซ้ำๆ กับหลิวว่า 

“หลิว เธอเสียใจไม้” 

หลิวก็มักจะตอบว่า “ตราบเท่าที่เราขยันอดทน ชีวิตเราก็จะดีขึ้นเองน่า...”

ในปีที่สองของการอยู่บนเขา หลิวลงมือสลักหินเป็นขั้นบันได ให้เมียใช้ขึ้นลงอย่างสะดวก งานนี้ดำเนินไปกว่า 50 ปี

ครึ่งศตวรรษต่อมา นักสำรวจและผจญภัยในป่ากลุ่มหนึ่ง มาพบคู่รักชราทั้งสองเข้าโดยบังเอิญ และยังพิศวงอย่างมากเมื่อพบเห็นบันไดทั้ง 6000 ขั้น ที่แกะด้วยมือ 

หลิว หมิงเช็ง ลูกหนึ่งในเจ็ดกล่าวว่า..."พ่อแม่ของผมรักกันมาก ไม่เคยห่างกันเลยสักวัน พ่อแกะสลักบันไดด้วยมือทั้ง 6000 ขั้น ก็เพื่อให้แม่ผมขึ้นลงสะดวก  แต่แม่ก็ไม่เห็นจะได้ขึ้นลงอะไรบ่อยๆเลยครับ

ทั้งคู่ใช้ชีวิตร่วมกันอย่าสงบสุข นานเกินกว่า 50 ปี จนกระทั้งเมื่อสัปดาห์สุดท้าย หลิว ผู้ซึ่งอายุได้ 72 ปี กลับจากทำงานประจำวัน และล้มเจ็บ ซู่นั่งสวดมนต์อยู่ข้างกายสามีจนเขาจากไปในวงแขน 

ด้วยความรักยิ่งใหญ่ที่หลิวมีต่อซู่ เขาคว้ามือของเมียรักไว้แน่นจนไม่มีใครแกะออกได้ แม้แต่หลังจากที่หลิวสิ้นลมแล้วก็ตาม

"ตาหลิวเอ๋ย เธอสัญญาว่าดูแลฉัน จะอยู่กับฉันจนวันตาย ตอนนี้มาทิ้งฉันไป ฉันจะอยู่โดยไม่มีเธอได้ยังไงล่ะ..."

ซู่ รำพึงรำพรรณเบาๆด้วยคำพูดเหล่านี้ พลางลูบไล้ไปบนโลงศพสีดำที่บรรจุร่างสามี น้ำตาไหลอาบแก้ม

ในปี 2006 เรื่องตำนานรักของคนทั้งสอง กลายมาเป็น 1 ใน 10 อันดับเรื่องตำนานรักของเมืองจีน ที่รวบรวมจัดทำโดยหนังสือพิมพ์ ไชนีส วีเมน วีคลี่

ส่วนปกครองท้องถิ่นได้ตัดสินใจ อนุรักษ์บันไดแห่งรักแท้นี้ รวมทั้งที่พำนักของทั้งสองให้เป็นพิพิธพันธ์ 

     ...เพื่อที่ตำนานนี้จะอยู่ยืนนานต่อไปจนชั่วฟ้าดินสลาย......



ขอบคุณที่มาจาก http://www.oknation.net/blog/khunyaiting5/2009/02/06/entry-1










ตำนานรัก-ประวัติขนมโมจิ


ประวัติขนมโมจิสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ตำนานรักของ สาวบ้านนากับหนุ่มทหารหมอกองทัพญี่ปุ่น

สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 กองทัพญี่ปุ่นเข้ามาตั้งฐานทัพในจังหวัดนครนายก ซึ่งชาวบ้านในบริเวณนั้น ได้นำสินค้าต่างๆ มาค้าขายกับทหารญี่ปุ่น สินค้าที่ชาวบ้านนำมาจำหน่ายส่วนใหญ่จะเป็นสินค้าพื้นเมืองประเภทผัก ผลไม้ และขนม โดยเฉพาะนางพันนา ซึ่งเป็นหญิงสาวชาวบ้านมีอายุประมาณ 18 ปี ได้ทำขนมพื้นบ้านเช่นไข่เหี้ย กล้วยทอด ซาลาเปาทอด ขายจนได้รู้จักกับทหารหนุ่ม ชาวญี่ปุ่นชื่อซาโต้ ซึ่งเป็นหมอ และได้เกิดมีความรู้สึกที่ดีต่อกัน

วันหนึ่งทหารญี่ปุ่น ก็ต้องโยกย้ายไปที่อื่น แต่ก่อนจากไปนั้น ซาโต้ได้สอนนางพันนาทำขนมโมจิ และบอกกับเธอว่า ขนมนี้จะเป็นตัวแทนของซาโต้ และเป็นตัวแทนของประเทศเขา ถ้าเขาไม่อยู่และนางพันนาคิดถึงซาโต้ ให้ทำขนมนี้ ซาโต้จะกลับมา เมื่อซาโต้ได้สอนจนนางพันนาทำขนมโมจิเป็น ซาโต้กินขนมโมจิแล้วบอกกลับนางพันนาว่า นางพันนาทำขนมญี่ปุ่นโมจิได้อร่อยที่สุด

ก่อนที่ทหารญี่ปุ่นจะจากไป ซาโต้บอกกับนางพันนาว่า หากวันใดคิดถึงเขาให้ทำขนมโมจิ ถ้าเขายังมีชีวิตอยู่ซาโต้จะกลับมาหานางพันอีก ถ้าจะทำขายก็ทำได้ เพราะมีทหารญี่ปุ่น ที่คิดถึงบ้านอยากจะกินขนมญี่ปุ่น อย่างขนมโมจิ

และแล้วซาโต้ก็จากไป แต่นางพันนา ก็ยังคงทำอาชีพหาบของขาย ขนมญี่ปุ่นโมจิให้กับกองทัพทหารญี่ปุ่นต่อไป ต่อมาญี่ปุ่นแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 ทหารญี่ปุ่นกลับประเทศญี่ปุ่น แต่นางพันนายังทำขนมโมจิขายให้กับผู้คนในจังหวัดนครนายก

จนวันหนึ่งทหารไทยบอกกับนางพันนาว่า ขนมที่ทำขายอยู่ ห้ามกิน ห้ามทำ ห้ามขาย เพราะเป็นขนมของญี่ปุ่น ขนมนี้มันคือขนมกบฏ นางพันนาจึงไม่ได้ทำขนมโมจินี้ขาย แต่ทุก ๆ ครั้งที่คิดถึงซาโต้ นางพันนาก็จะแอบทำขนมโมจินี้ เพื่อแทนความคิดถึง หนุ่มญี่ปุ่นซึ่งเป็นที่รัก และทุกครั้งที่ทำนางพันนา ทำขนมโมจินี้ จะตั้งจิตอธิษฐาน สวดมนต์ภาวนา ให้ซาโต้กลับมากินขนมของตัวเอง วันแล้ววันเล่า นานหลายสิบปีจนทุกคนลืมเรื่องนี้ไปหมดแล้ว

จนกระทั่งพ.ศ. 2547 พระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี ทรงทราบประวัติเรื่องขนมโมจินี้ จึงให้ทหารคนสนิทไปสืบหาที่มาขนมโมจิสูตรดังกล่าว ซึ่งได้ไปหาอยู่หลายที่และนำมาให้เสวย แต่พระเทพทรงตรัสว่าไม่ใช่ขนมโมจิสูตรที่ตามหา

ต่อมาอดีตผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายกได้มอบหมายให้สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดนครนายก ได้ประชาสัมพันธ์และสืบหาจนได้ทราบจากนายมานพ ศรีอร่าม ข้าราชการพัฒนาชุมชนว่าผู้ที่ทำขนมโมจิดังกล่าวคือมารดาของตัวเอง ในขณะนั้นมีอายุมากแล้วแต่ความทรงจำยังดี สามารถเล่าเรื่องราวต่างๆในอดีตได้เป็นอย่างดี พร้อมได้สอนให้บุตรและบุตรสะใภ้ได้ทำขนมดังกล่าว ถวายสมเด็จพระเทพฯ ซึ่งยายพันนารอคอยวันนี้มานานแสนนาน วันที่ขนมโมจิของแกได้ถูกเผยแพร่อีกครั้ง เหมือนได้บอกกับซาโต้ว่ายังมีสาวบ้านนาคนนี้รออยู่

ปัจจุบันยายพันนาได้จากไปแล้ว โดยได้รับพระราชทานเพลิงศพจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี และปัจจุบันขนมโมจิสูตรดังกล่าวได้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง มีรสชาติที่อร่อย กลมกล่อมและมีไส้ให้เลือกหลายชนิด

เรียบเรียงโดย ชมรมประวัติศาสตร์สยาม www.facebook.com/siamhistory

ที่มา:peerapan1000.blogspot.com

ภาพประกอบ: ทหารญี่ปุ่นและหญิงชาวไทย

"ตำนาน" ของเป็ดแมนดาริน

 
ในประเทศจีน เป็ดแมนดาริน เป็นสัญลักษณ์แทนความรักและความซื่อสัตย์ระหว่างหญิงและชาย คนจีนส่วนใหญ่จึงนิยมมอบภาพวาดหรือรูปปั้นคู่ของเป็ดแมนดาริน  ให้แก่บุคคลที่รัก ตลอดจนนิยมนำไปประดับตามบ้านเรือน เนื่องจากเชื่อว่าเป็นวัตถุมงคลที่นำความรักและความซื่อสัตย์มาสู่ครอบครัว
  ในประเทศเกาหลีใต้ รูปปั้นหรือรูปแกะสลักเป็ดแมนดาริน ก็ถือเป็นของขวัญสำหรับมอบให้แก่คู่บ่าวสาวในพิธีวิวาห์

 ส่วนในประเทศญี่ปุ่น เป็ดแมนดารินก็เป็นสัญลักษณ์แห่งความรักเช่นเดียวกัน โดยจะเรียกสามีภรรยาที่มีความรักใคร่สนิทสนม และมักทำกิจกรรมเคียงข้างกันอยู่ตลอดเวลา ว่า Oshidori fuufu (おしどり夫婦) หรือ คู่สามีภรรยาเป็ดแมนดาริน เนื่องจากเรามักจะมองเห็นภาพเป็ดตัวผู้ที่มีสีสวยสดงดงาม อยู่เคียงข้างเป็ดตัวเมียที่มีสีทึมๆ ตลอดเวลานั่นเอง

เป็ดแมนดาริน เป็นสัตว์ที่ปรากฏอยู่ในสุภาษิตจีนและญี่ปุ่น ตั้งแต่ครั้งโบราณ ในสมัยที่ประเทศจีนยังอยู่ในช่วงการทำศึกแย่งชิงแผ่นดิน ในปี พศ. 140 โดยมีเรื่องเล่าว่า

 Kou Ou (康王) ประมุขแห่งแคว้น Sou (宋) ได้พรากสาวงาม นามว่า Ka Shi (何氏) ไปจากสามีชื่อ Kan Hyou (韓憑) ผู้ซึ่งเป็นบริวารรับใช้ ทำให้ Kan Hyou ผู้เป็นสามี โศกเศร้าจนต้องฆ่าตัวตาย

 ข้างฝ่ายภรรยา คือ Ka Shi เมื่อทราบข่าวการตายของสามี ก็พลอยฆ่าตัวตายตามไปด้วย โดยทิ้งจดหมายไว้ มีใจความว่า "ขอให้ฝังศพของตนไว้ร่วมกับสามี" สร้างความโกรธแค้นให้กับ Kou Ou ผู้เป็นประมุขแคว้นเป็นอย่างยิ่ง

 Kou Ou จึงสั่งให้ฝังร่างของทั้ง 2 คน แยกกันไว้ที่เนินดินคนละแห่ง ตรงข้ามกัน โดยหันหน้าเข้าหากัน พร้อมกับประกาศว่า "ถ้าเจ้าทั้ง 2 คน แม้ตายไปแล้ว แต่หากยังรักกัน และยังอยากอยู่ร่วมกันอีก ก็จงทำให้เนินดินทั้งสองนี้ รวมกันเป็นอันเดียวเอาเอง"

 เพียงชั่วข้ามคืนเดียว ต้น Catalpa ก็งอกออกมาจากเนินดินทั้ง 2 ฝั่ง และเมื่อผ่านไปได้ 10 วัน กิ่งของต้นไม้ทั้ง 2 ต้น ก็พันเข้าด้วยกัน ส่วนรากและลำต้น ก็ตระหวัดรัดเข้าด้วยกัน จนกลายเป็นต้นเดียวกัน

 จากนั้นก็มีนกน้ำคู่หนึ่ง บินขึ้นไปทำรังบนกิ่งของต้น Catalpa และส่งเสียงร้องอย่างโศกเศร้าตลอดทั้งวัน นกน้ำคู่นั้น ก็คือ เป็ดแมนดาริน

 ชาวเมืองนคร Sou จึงต่างเชื่อกันว่า เป็ดแมนดารินทั้ง 2 ตัวนั้น ก็คือ Kan Hyou และ Ka Shi นั่นเอง

 ความรักของ Ka Shi และ Kan Hyou จึงกลายเป็นที่มาของสุภาษิตจีน และสืบทอดไปถึงญี่ปุ่นเป็นสำนวนว่า 鴛鴦の契り (En ou no chigiri) หรือ คำมั่นสัญญาของคู่เป็ดแมนดาริน ซึ่งมีความหมายถึงคำมั่นสัญญาของคู่รัก ที่จะอยู่ด้วยกันอย่างซื่อสัตย์และจะไม่พรากจากกัน โดย 鴛 (En) หมายถึง เป็ดแมนดารินตัวผู้ และ 鴦 (Ou) หมายถึง เป็ดแมนดารินตัวเมีย

 ส่วนที่ประเทศญี่ปุ่น ก็มีตำนานเล่าว่า ในสมัย Kamakura (พศ.1728-1876) ที่เมือง Utsunomiya ทางทิศเหนือของกรุงโตเกียว มีแม่น้ำสายหนึ่งชื่อว่า Asari gawa

 พรานคนหนึ่งได้ยิงเป็ดแมนดารินตัวผู้ตายไป 1 ตัว ที่ริมแม่น้ำสายนี้ และได้ตัดคอเป็ดทิ้งไว้ แล้วนำแต่ตัวเป็ดกลับไป

 รุ่งขึ้น นายพรานกลับไปยังริมแม่น้ำนั้นอีก และได้พบเป็ดตัวเมียตัวหนึ่ง นอนอยู่ในบริเวณเดียวกัน จึงได้ยิงเป็ดตัวนั้นตาย

 แต่เมื่อเข้าไปใกล้ จึงพบว่าเป็ดตัวเมียตัวนั้น นอนอยู่ท่าที่ใช้ปีกโอบกอดศีรษะของเป็ดตัวผู้ที่ถูกตัดทิ้งไว้เมื่อวานเอาไว้ในปีก

 ความรักของเป็ดแมนดาริน ทำให้นายพรานสำนึกผิดในอาชีพของตนที่ต้องฆ่าสัตว์ตัดชีวิต จึงได้สร้างแท่นศิลาไว้ที่ริมแม่น้ำนั้น เพื่อเป็นการไถ่บาป

 ความรักของเป็ดแมนดารินฝังแน่นตราตรึงอยู่ในจิตใจของชาวจีนและชาวญี่ปุ่นมานับพัน

ที่มาจาก http://www.j-campus.com/article/view.php?id=1008


คู่รัก 500 ปี ตำนานแห่งปราสาทมัตซึไดระ


ตำนานเรื่องนี้เป็นเรื่องของคนที่มีตัวตนอยู่จริงเมื่อ 500 ปีก่อน เป็นความรักของดอกฟ้ากับเท็ปเปิ้ลด็อกนามว่า "องค์หญิงมัตซึอิ" พระธิดาของเจ้าของปราสาทกับนายทหารคนเฝ้าประตูวัง ความรักของทั้งคู่ถูกเก็บเป็นความลับสุดยอด โดยมีสื่อกลางเป็นดอกไม้ราคาถูกๆ ที่นายทหารหนุ่มเอาไปถวายรับเสด็จ เวลาเกี้ยวขององค์หญิงผ่านมาเท่านั้น

แต่ไม่รู้นางเมี้ยนที่ไหนดันปากโป้งเอาเรื่องของทั้งคู่ไปเม้าท์ จนรู้ไปถึงหูพระบิดาเจ้าหญิงเข้า เล่นเอาเสด็จพ่อหนวดกระดิก รับสั่งให้เอาองค์หญิงกับทหารหนุ่มมาสอบสวน พอรู้ว่าทุกอย่างนี้แมงเม้าท์ไม่ได้เต้าข่าว ปาปารัซซี่ไม่ได้ตัดต่อภาพ เสด็จพ่อก็ของขึ้น สั่งให้เอาพระธิดาผู้ไม่รักดีไปประหารทันที หลังจากนั้นศพของเจ้าหญิงมัตซึอิก็ถูกนำไปฝังไว้อย่างลับๆ โดยไม่มีใครรู้ว่าอยู่ที่ไหน

ส่วนนายทหารหนุ่มถูกจับไปทรมานแสนสาหัสถึง 7 วัน 7 คืน ประหนึ่งฉลองโคมยี่เป็ง เพื่อให้สมกับความแค้นของเจ้าของปราสาทที่ต้องมาเสียลูกสาวไป ว่ากันว่ากระบวนการทรมานที่เจ้าของปราสาทจัดให้นั้นซาดิสม์ติดอันดับต้นๆ ในประวิติศาสตร์ญี่ปุ่นเลยทีเดียว พอทรมานจนสาแก่ใจแล้ว ทหารหนุ่มก็ถูกเอาตัวไปประหาร ตำนานรักต่างชนชั้นเรื่องนี้จึงต้องจบลงด้วยเลือดและน้ำตา

แต่ถึงคนจะตายแล้ว แต่ดวงวิญญาณยังไม่แตกดับ หลังจากนั้นทุกคืนพระจันทร์เต็มดวง คนในปราสาทก็จะเห็นวิญญาณของนายทหารหนุ่มออกมาร้องโหยหวนและพยายามขุดหาหลุมศพของเจ้าหญิงอย่างน่าสงสาร เช้าวันต่อมาบริเวณที่มีคนเห็นวิญญาณก็มีร่องรอยการขุดอยู่จริงๆ ทหารในปราสาทถูกสั่งให้กลบหลุมให้เร็วที่สุด แต่คืนพระจันทร์เต็มดวงครั้งหน้าก็มีหลุมใหม่เกิดขึ้นอีก ตามกลบตามขุดกันอยู่อย่างนี้อยู่ 500 ปี จนปราสาทมัตซึไดระตกต่ำลงกลายเป็นวัดมัตซึมุชินโต แต่วิญญาณของทหารหนุ่มก็ยังไม่ยอมจากไป วัดมัตซึมุชินโตจึงมีชื่อเสียงเลื่องลือ เป็นที่สยดสยองของนักท่องเที่ยวว่าเป็นวัดผีดุ

ที่ไหนมีผีที่นั่นก็ต้องมีคนชอบลองของนี่เป็นสัจธรรมโลก..ที่วัดมัตซึมุชินโตก็เช่นกัน วันหนึ่งเด็กวัดที่เพิ่งเข้ามาอยู่ใหม่กลุ่มหนึ่งเกิดว่างจัด เลยท้ากันให้มาดักพิสูจน์ผี พวกเด็กๆ ปีนขึ้นไปสังเกตการณ์อยู่บนต้นสนอายุหลายร้อยปีหลังวัด แต่รอแล้วรอเล่าก็ไม่มีผีมาสักตัว จนเด็กวัดทั้งหมดถอดใจเตรียมจะกลับไปนอน ทันใดนั้นเองก็มีเสียงกระดิ่งดังแว่วมาแต่ไกล พร้อมกับมีคนกลุ่มหนึ่งแต่งตัวเหมือนกับทหารสมัยโบราณแบกโลงศพเก่าๆ มาตั้งไว้บนลานวัด จากนั้นทุกคนก็หายวับไป...และแล้วร่างๆ หนึ่งก็ค่อยๆ ปีนออกมาจากโลง เขาก็คือนายทหารหนุ่มผู้รักแท้นั่นเองร่างกายของเขาอยู่ในสภาพเดียวกับวันที่ตายเมื่อหลายร้อยปีก่อน หนังที่หน้าถูกลอกออกไป มีตะปูเล่มยาวตอกอยู่ที่หน้าผาก ขมับ ดวงตา นิ้วถูกตัดหายไป บางนิ้วก็มีร่องรอยถูกตอกเล็บ เลือดไหลเปรอะไปทั้งตัว...พอออกจากโลงแล้วนายทหารก็ร้องไห้คร่ำครวญถึงเจ้าหญิงสุดที่รัก ส่วนมือก็ตะกุยขุดหาศพไปด้วย กรี๊ด!!

เด็กวัดเห็นแล้วก็ร้องจ๊ากโดยมิได้นัดหมาย ต่างคนต่างรีบไถลตัวลงจากต้นไม้เพื่อจะหนี บังเอิญเด็กคนหนึ่งจับกิ่งไม้ไว้แล้วโหนตัวลงมาทำให้เปลือกไม้ขาดตามมาเป็นทางยาว เผยให้เห็นสิ่งที่ถูกซ่อนอยู่ข้างใน ซึ่งก็คือพระศพของเจ้าหญิงมัตซึอินั่นเอง!! เมื่อได้พบกันเจ้าหญิงกับนายทหารหนุ่มก็โผเข้ากอดกันร้องไห้ด้วยความดีใจ จากนั้นวิญญาณทั้งคู่ก็ค่อยๆ เลือนหายไป ทิ้งไว้แต่ต้นไม้ฉีกขาดกับรอยขุดที่พื้นเท่านั้น

และนับตั้งแต่วันนั้นมา ที่วัดมัตซึมุชินโตก็ไม่มีผีหรือเสียงร้องไห้คร่ำครวญอีกเลย จะเหลือก็แต่เรื่องเล่าลือถึงรักแท้ที่แม้แต่ความตายก็ไม่อาจพราก ตราบจนทุกวันนี้